ข้อนี้บอกเพียงว่า “ภาษีชนิดใดอยู่ในสนามของอนุสัญญา” จากนั้นจึงต้องเปิดข้อบทของเงินได้แต่ละประเภทและกฎหมายภายในของทั้งสองประเทศต่อ
อนุสัญญาภาษีซ้อนไทย–สวิตเซอร์แลนด์เน้น ภาษีที่เก็บจากเงินได้ ไม่ได้ครอบคลุมภาษีหรือเงินเรียกเก็บทุกชนิด ก่อนวิเคราะห์เงินเดือน เงินปันผล ดอกเบี้ย เงินบำนาญ หรือผลได้จากการขายทรัพย์สิน จึงต้องตรวจว่าภาษีที่กำลังพูดถึงอยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาหรือไม่
1. ครอบคลุมภาษีจากเงินได้ทุกระดับ
ข้อ 2 ครอบคลุมภาษีจากเงินได้ที่เรียกเก็บในนามของรัฐ ส่วนราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยไม่คำนึงถึงวิธีเรียกเก็บ
- สวิตเซอร์แลนด์: ระดับรัฐบาลกลาง (Bund), คันโตน (Kanton) และเทศบาล (Gemeinde)
- ประเทศไทย: ภาษีเงินได้และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมตามที่ระบุในอนุสัญญา
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “หน่วยงานใดเก็บ” แต่ต้องดูว่า “ภาษีนั้นเก็บจากอะไร”
2. ภาษีจากเงินได้หมายถึงอะไร?
ข้อความอนุสัญญารวมถึงภาษีที่เก็บจากเงินได้ทั้งหมดหรือองค์ประกอบของเงินได้ เช่น
- รายได้ทั้งหมดของบุคคลหรือบริษัท
- รายได้บางประเภท เช่น เงินเดือน ดอกเบี้ย หรือกำไรจากธุรกิจ
- ผลได้จากการจำหน่ายสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์
- ภาษีที่เก็บจากยอดค่าจ้างหรือเงินเดือนที่วิสาหกิจจ่าย
- ภาษีจากการเพิ่มค่าของทุน
ข้อ 2 ไม่ได้สร้างภาษีใหม่ หากกฎหมายภายในยกเว้นรายได้บางรายการ อนุสัญญาไม่ได้ทำให้รายการนั้นกลายเป็นรายได้ที่ต้องเสียภาษีโดยอัตโนมัติ
3. ภาษีสวิสที่ระบุไว้
อนุสัญญารวมภาษีเงินได้ของรัฐบาลกลาง คันโตน และท้องถิ่น ซึ่งเก็บจากเงินได้ทั้งหมด รายได้จากการจ้างงาน รายได้จากทุน กำไรจากอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ผลได้จากทุน และรายได้อื่น ๆ โดยเรียกรวมว่า “ภาษีสวิส”
ตัวอย่างเช่น เงินเดือน ดอกเบี้ย เงินปันผล รายได้จากธุรกิจ และค่าเช่าจากอสังหาริมทรัพย์อาจอยู่ในขอบเขต แต่ยังต้องอ่านข้อเฉพาะของเงินแต่ละประเภท
กำไรจากการขายหุ้นของผู้ลงทุนส่วนบุคคลในสวิสอาจได้รับยกเว้นตามกฎหมายภายใน หากข้อเท็จจริงไม่ทำให้ถูกจัดเป็นการซื้อขายเชิงวิชาชีพ นี่เป็นตัวอย่างว่าข้อ 2 เพียงกำหนดขอบเขต ไม่ได้สร้างภาระภาษีขึ้นเอง
4. ภาษีไทยที่ระบุไว้
สำหรับประเทศไทย อนุสัญญาระบุไว้สองประเภท:
- ภาษีเงินได้ — ครอบคลุมภาษีเงินได้ของบุคคลและธุรกิจตามกฎหมายไทย
- ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม — เกี่ยวข้องกับกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม
เงินเดือน ค่าจ้าง รายได้จากอาชีพหรือธุรกิจ ดอกเบี้ย เงินปันผล ค่าเช่า และเงินได้จากต่างประเทศที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายไทย อาจเกี่ยวข้องกับภาษีเงินได้ แต่ต้องตรวจข้อบทของเงินนั้นและกฎหมายไทยในปีภาษีที่เกี่ยวข้อง
5. ถ้ามีภาษีใหม่ในอนาคต
ข้อ 2 ครอบคลุมภาษีที่จัดเก็บภายหลังด้วย หากมีลักษณะเหมือนหรือคล้ายคลึงกันในสาระสำคัญกับภาษีที่ระบุไว้ หน่วยงานผู้มีอำนาจของทั้งสองรัฐต้องแจ้งการเปลี่ยนแปลงสำคัญในกฎหมายภาษีให้กันทราบ
จึงไม่ควรอ่านเฉพาะข้อความในวันที่ลงนาม แต่ต้องตรวจทั้งอนุสัญญา พิธีสาร และกฎหมายปัจจุบันที่ใช้กับปีภาษีนั้น
รายการที่ไม่ควรนำข้อ 2 ไปใช้โดยอัตโนมัติ
- ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT/MWST)
- ภาษีมรดกและภาษีของขวัญ
- อากรแสตมป์และภาษีศุลกากร
- ภาษีทรัพย์สินหรือภาษีความมั่งคั่ง
- เงินสมทบประกันสังคม เช่น AHV
รายการเหล่านี้ต้องตรวจตามกฎหมายหรือความตกลงประเภทอื่น การเรียกเก็บโดยรัฐไม่ได้ทำให้รายการนั้นอยู่ภายใต้อนุสัญญาภาษีเงินได้ฉบับนี้โดยอัตโนมัติ
ตัวอย่าง: ย้ายจากสวิสกลับไทย
สมมุติว่าในปีเดียวกันคุณได้รับเงินเดือนจากนายจ้างสวิส เงินปันผล ดอกเบี้ย เงินบำนาญ และเงินจากการขายบ้านในสวิส ข้อ 2 บอกเพียงว่าภาษีจากเงินได้เหล่านี้อาจอยู่ในขอบเขต แต่ยังไม่ตอบว่าต้องเสียที่ใด
- เงินปันผล — ตรวจข้อ 10
- ดอกเบี้ย — ตรวจข้อ 11
- ผลได้จากการขายทรัพย์สิน — ตรวจข้อ 13
- เงินจากการทำงาน — ตรวจข้อ 14
- เงินบำนาญ — ตรวจข้อ 17 หรือข้อ 18 ตามข้อเท็จจริง
- การขจัดภาษีซ้อน — ตรวจข้อ 20
การโอนเงินหลายก้อนเข้าบัญชีไทยเดียวกัน ไม่ได้ทำให้เงินทั้งหมดกลายเป็นรายได้ประเภทเดียวกัน และไม่ได้ทำให้ใช้ข้อบทเดียวกัน
สรุปข้อ 2 แบบสั้นที่สุด
ข้อ 2 ตอบว่า “ภาษีชนิดใดอยู่ในขอบเขต” ไม่ได้ตอบว่า “ประเทศใดมีสิทธิเก็บ” การวิเคราะห์ที่ปลอดภัยควรเรียงดังนี้:
- เงินก้อนนี้เป็นรายได้ประเภทใด?
- ภาษีที่เกี่ยวข้องอยู่ในขอบเขตของอนุสัญญาหรือไม่?
- ต้องเปิดดูข้อบทใด?
- กฎหมายภายในของไทยและสวิสกำหนดอย่างไร?
- หากทั้งสองประเทศเก็บ จะขจัดภาษีซ้อนอย่างไร?
แหล่งข้อมูลทางการ
- กรมสรรพากร: อนุสัญญาไทย–สวิตเซอร์แลนด์ ข้อ 1–5
- Swiss State Secretariat for International Finance: Double taxation agreements
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยภาษีเฉพาะบุคคล ต้องตรวจประเภทเงิน ถิ่นที่อยู่ทางภาษี ปีที่ได้รับเงิน กฎหมายภายใน และเอกสารของแต่ละกรณี
เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ภาษี หรือการลงทุนเฉพาะบุคคล